Find 5 ขึ้นคำว่า ไม่มีบริการค่ะ แก้ยังไงค่ะ






ก่อนอื่น แก้ไขแบบนี้ดูก่อนนะครับ
เนื่องจากผมก็เจอปัญหานี้ตอนที่ เปลี่ยนซิมไปมา

วิธีคือ ให้กดที่่ปุ่ม 3G ครั้งนึงก่อน (มันจะเปิดอยู่หรือปิดอยู่ก็ตาม)
เมื่อกดเสร็จสังเกตว่า เครือข่ายก็จะมา 
แล้วจากนั้น ก็ค่อย เปิดปิด 3G ตามสะดวกได้เลยครับผม




***แนะนำให้แก้ไขตามวิธีด้านบนก่อนซึ่งหากยังไม่ได้***
ให้ดูวิธีแก้ไขอื่นได้ โดยคลิกที่นี่







Backup App: วิธีการแบ็คอัพแอพ ด้วยแอพ App Backup & Reinstall





แอพที่ใช้ในการแบ็คอัพ App Backup & Reinstall
โหลดแอพ คลิกที่นี่
และติดตั้งแอพให้เรียบร้อย


ขั้นตอนการแบ็คอัพแอพ


1. เปิดแอพ "App Backup & Reinstall" ขึ้นมา
หน้าตาแอพจะเป็นแบบนี้


2. เลือกแอพที่ต้องการจะแบ็คอัพได้เลย 
หรือถ้าจะเลือกทั้งหมดคลิกตามรูปล่าง
3.จากนั้นคลิกที่ Select All เพื่อเลือกแอพทั้งหมด
แล้วก็ให้กด Backup 
เพื่อทำการแบคอัพได้เลยครับ (เป็นอันเสร็จขั้นตอนการแบคอัพครับ)


หากต้องการเอาแอพที่แบคอัพเสร็จแล้วไปไว้ในคอมพิวเตอร์ 
แอพจะอยู่ในโฟลเดอร์ตามข้างล่างนี้ให้ทำการก๊อปไปไว้ในคอมได้เลยครับ


ขั้นตอนการ restore แอพ
1. เปิดแอพ "App Backup & Reinstall" ขึ้นมาเหมือนเดิม
จากนั้นเลือกที่คำว่า "Backup List" 


2.จะปรากฏแอพที่เราได้แบคอัพไว้ 
เลือกแอพที่ต้องการแบคอัพได้เลยครับ


แล้วคลิกตามรูปล่างครับ


เลือกที่คำว่า Install ครับ มันก็จะเริ่มทำการติดตั้ง
(ปล. ข้อเสียคือมันไม่ได้ติดตั้งแอพทั้งหมดในทีเดียว
มันจะขึ้นให้เรากดเลือกติดตั้งไปตามจำนวนแอพที่เราเลือกครับ)


Credit: Tossapon Buntoa

วิธีลง TWRP และ CWM อย่างง่าย




วิธีแรก
(Credit: Nel Kagamine)

อ่านรายละเอียดวิธีทำได้ที่หัวข้อ 
[CWM] [TWRP] Easy Recovery install for Find 5 ลงอย่างง่าย 
โดย คลิกที่นี่

*****************************************************************


วิธีที่ 2 (จะต้องรูทตามวีดีโอข้างล่าง)

ซึ่งขั้นตอนก็ทำตามวีดีโอด้านล่างครับ
แต่จะต้องไปโหลด แอพมาติดตั้งสองตัวให้เรียบร้อยก่อนคือ 
ตัวที่จะรูทเครื่อง และตัวที่จะใช้ติดตั้ง CWM และ TWRP

แอพตัวรูทเครื่อง(Framarootโหลดคลิก
แอพตัวที่สอง (Recovery Tools - Flasher) โหลดคลิก

จากนั้น ไปที่วีดีโอได้เลยครับ คลิก




ปล. วิธีที่ 2 นี้ ได้ข้อมูลมาจาก ยูทูปครับ ดังนั้น ยอมรับความเสี่ยงด้วยตนเองครับผม




ปล.ติดขัดตรงไหนไลน์มาแล้วกันครับ knbeloved

Battery: การใช้งานและดูแลรักษาแบตเตอรี่ Lithium อย่างถูกต้อง

การใช้งานและดูแลรักษาแบตเตอรี่ Lithium อย่างถูกต้อง

อ่านจากต้นฉบับ คลิก
อุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์สำหรับพกพา เช่น Notebook, กล้องดิจิตอล และมือถือ ในปัจจุบันจะมาพร้อมกับแบตเตอรี่แบบ lithium แทบทั้งสิ้น ซึ่งแบตเตอรี่แบบ lithium นั้นถูกออกแบบมาให้ใช้งานง่าย น้ำหนักเบา และไม่ต้องดูแลรักษามากนัก ซึ่งจะต่างจากแบตเตอรี่แบบชาร์ตไฟใหม่ได้ในสมัยก่อนๆอย่างสิ้นเชิง ทั้งในด้านวิธีใช้งาน และการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง





แบตเตอรี่แบบ lithium ที่พบเห็นบ่อยๆ ในปัจจุบันมีด้วยกัน 2 แบบ คือ
1. lithium-ion หรือตัวย่อว่า Li-ion เป็นแบตเตอรี่ที่พบเห็นมากที่สุด ถือว่าเป็นแบตเตอรี่มาตรฐานสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในทุกวันนี้
2. lithium-ion polymer หรือตัวย่อว่า Li-Poly เป็นแบตเตอรี่ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Li-ion โดยจะมีความจุไฟฟ้ามากว่า Li-ion ถึง 20% ในขนาดแบตเตอรี่ที่เท่ากัน แบตเตอรี่แบบนี้มีจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือมีข้อจำกัดเรื่องรูปร่างของเบตเต อรี่น้อยมาก จึงทำให้สามารถสร้างแบตเตอรี่แบบ Li-Poly ให้มีขนาดเล็กและบางได้ รวมทั้งสามารถสร้างให้มีรูปทรงแปลกๆ ที่ไม่ใช่ทรงกระบอกหรือทรงสี่เหลื่ยมเหมือนแบตเตอรี่แบบเดิมๆได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามต้นทุนการผลิตของ Li-Poly ยังจัดว่ามีต้นทุนสูง ดังนั้นความนิยมจึงยังมีไม่มากเท่าแบตเตอรี่แบบ Li-ion
ทีนี้ลองพลิกดูแบตเตอรี่ของคุณๆ ดูว่าใช่แบตเตอรี่แบบ lithium กันรึเปล่า ถ้าใช่แล้ว เรามาไขข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแบตเตอรี่ lithium กันเลยดีกว่าครับ

1. ตารางเจ้าปัญหา ความจริงที่ถูกบิดเบือน



หลายๆคนอาจจะเคยเห็นตารางอย่างในรูปข้างบนมาแล้วใช่ไหมครับ มีบทความหนึ่งนำตารางข้างบนนี้ไปอ้างอิง(บทความที่ชื่อ "เทคนิคการชาร์จแบตเตอรี่โน้ตบุ๊กให้คุ้มค่า") แต่กลับบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยอ้างว่ากราฟที่เห็นเป็นกราฟ การชาร์ตไฟที่ % แบตเตอรี่ต่างๆกัน เช่น ที่ 1C ก็อ้างไปว่าเป็นการชาร์ตไฟที่แบตเตอรี่เหลือไฟอยู่ 65-70% ซึ่งเป็นข้อมูลที่บิดเบือนและผิดชนิดที่ว่าเป็นคนละเรื่องกันเลย
ต้นฉบับที่แท้จริงของตารางข้างบนมาจากเว็บ http://www.batteryuniversity.com/parttwo-34.htm ครับ ซึ่งในเว็บ และบนหัวตารางก็ระบุไว้อย่างชัดเจนมันคือตาราง charge/discharge rateซึ่งคำว่า charge rate ไม่ ได้หมายความว่าใช้แบตไปหมดไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้วค่อยชาร์ตไฟกลับคืนเป็น 100% แต่ charge rate หมายถึงอัตราของกระแสไฟฟ้าที่ใช้ชาร์ตแบตเตอรี่ในช่วงเวลา เช่น
ถ้าเรามีแบตเตอรี่ขนาด 10 Ah(ampere-hour) แต่เราชาร์ตไฟด้วยแท่นชาร์ตที่ปล่อยไฟชั่วโมงละ 2 แอมแปร์(ampare) ก็จะต้องใช้เวลาชาร์ตไฟเข้าไปในแบตเตอรี่ที่ว่างเปล่าจนไฟเต็มด้วยเวลา 5 ชั่วโมง อัตราการชาร์ตระดับนี้เราเรียกว่าอัตรา C/5 หรือ 0.2C
ส่วนอัตรา 1C ก็คือ ถ้าชาร์ตแบตเตอรี่ขนาด 10Ah ก็ต้องใช้แท่นชาร์ตที่ปล่อยไฟชั่วโมงละ 10 แอมแปร์ก็จะชาร์ดไฟได้เสร็จใน 1 ชั่วโมง
เช่นเดียวกับอัตรา 2C ก็คือ ชาร์ตแบตเตอรี่ขนาด 10Ah ด้วยแท่นชาร์ตที่ปล่อยไฟชั่วโมงละ 20 แอมแปร์ก็จะชาร์ตไฟได้เสร็จใน 30 นาที

และคำว่า discharge rate ก็จะคล้ายๆกับ charge rate ครับแต่เป็นในทางกลับกันคือเป็นอัตราการใช้ไฟ
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตารางข้างต้นแสดงถึงว่าถ้า เราชาร์ตไฟด้วยกระแสไฟสูงในเวลาสั้นหรือใช้ไฟจากแบตในปริมาณมากในระยะเวลา อันสั้น จะทำให้แบตเตอรี่แบบ lithium เสื่อมเร็วขึ้น (จำนวน cycle ลดลง)
ส่วนกรณีที่ยกมาอ้างว่า การชาร์ตไฟบ่อยๆหรือการ ใช้ไฟจากแบตเตอรี่เพียงเล็กน้อยแล้วรีบชาร์ตกลับให้เต็ม 100% เป็นการช่วยเพิ่มจำนวน cycle นั้นไม่เป็นความจริงแม้แต่น้อย เพราะการเพิ่มลดของจำนวน cycle ไม่เกี่ยวกับรูปแบบการใช้งานว่าใช้มากใช้น้อยแล้วค่อยชาร์ตไฟ แต่จำนวน cycle เกี่ยวข้องโดยตรงกับเครื่องชาร์ตว่าชาร์ตเร็วหรือช้า ถ้ายิ่งชาร์ตเร็วแบตฯก็จะเสี่ยมเร็ว ถ้าเครื่องชาร์ตค่อยๆชาร์ตแบตก็จะเสื่อมช้า

2. นับจำนวน Cycle อย่างไร

จำนวน Cycle คือตัวเลขที่บ่งบอกอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ว่าแบตฯจะเริ่มเสื่อมเมื่อผ่าน การชาร์ตไปนานแค่ไหน ถ้าแปลตรงๆตัวคำว่า cycle ก็คือรอบ คำว่ารอบไม่ได้เท่ากับคำว่าครั้ง ดังนั้นการชาร์ต 1 ครั้งจึงไม่เท่ากับ 1 cycle ซะทีเดียว
จำนวน 1 Cycle จะวัดจากปริมาณการชาร์ตไฟที่รวมๆแล้ว เท่ากับปริมาณการชาร์ตไฟจากแบตเตอรี่ที่ไม่มีไฟ(0%) จนแบตเตอรี่มีไฟเต็ม(100%) 1 ครั้ง
เช่น ถ้าเราชาร์ตครั้งแรกจากแบตเตอรี่ 50%=>100% การชาร์ตครั้งนี้ก็จะนับเท่ากับ 0.5 cycle
หรือถ้าชาร์ตครั้งต่อมาอีก 80%=>100% เมื่อรวมกับครั้งแรกก็จะได้เท่ากับ 0.5+0.2 = 0.7 cycle  


ตารางแสดงจำนวน Cycle Life (จำนวน Cycle ก่อนแบตจะเสื่อม) จาก http://www.batteryuniversity.com/partone-3.htm

3. ชาร์ตอย่างไรถึงจะดี





หลายคนคงเคยได้ยินว่าต้องชาร์ตแบตเตอรี่ครั้งแรกเท่านั้นเท่านี้ชั่วโมงแล้วจึงจะเริ่มใช้งานได้ หรือว่าต้องหมั่นชาร์ตบ่อยๆ หรือไม่ก็ใช้ให้ไฟหมดก่อนแล้วค่อยชาร์ต ซึ่งข้อความทั้งหมดนี้ก็มีข้อจริงและเท็จปนๆกัน อันที่จริงแล้วสำหรับแบตเตอรี่แบบ Lithium (ย้ำว่าแบบ lithium เท่านั้น) จะชาร์ตอย่างไรก็ได้ไม่มีผลต่ออายุการใช้งานครับ
ข้อมูลตรงนี้เป็นที่ยืนยันจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ (ทั้งที่อ้างอิงไว้ข้างล่าง และที่อื่นๆ) มีใจความตรงกันว่า การชาร์ตมากชาร์ตน้อย ชาร์ตนาน ชาร์ตถี่ ชาร์ตบ่อย มีผลต่ออายุการใช้งานของแบตเตอรี่น้อยมาก ส่วนข้อความข้างต้นที่ยกมานั้นเป็นคำแนะนำสำหรับแบตเตอรี่ชนิดอื่นๆที่ไม่ใช่ lithium ครับ การที่แบตเตอรี่แบบ lithium จะเสื่อมจากการใช้งานนั้นมีอยู่ด้วยกัน เงื่อนไข คือ
-          เมื่อใช้งานจนถึงจำนวน Cycle ที่แบตเตอรี่จะเริ่มเสื่อมเองตามปกติ
-          เมื่อถึงเวลาที่แบตเตอรี่จะเสื่อมมันก็จะเรี่มเสื่อมเอง โดยเวลาที่ว่าเป็นเวลาที่นับตั้งแต่การผลิต ไม่ใช่เวลาในการใช้งาน
-          การชาร์ตไฟของตัวชาร์ต (ดังที่กล่าวไปแล้วในข้อ 1)
-          อุณหภูมิของแบตเตอรี่ ถ้าแบตเตอรี่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงก็จะส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าปกติได้

4. ได้ยินว่าชาร์ตไฟ 40% แบตจะอยู่ได้นานกว่าจรึงรึเปล่า
สำหรับแบตเตอรี่แบบ lithium ถ้าชาร์ตไฟที่ 40% แล้วเก็บเอาไว้โดยไม่ใช้งานเป็นระยะเวลา ปีขึ้นไป ตัวแบตจะ
เสื่อมน้อยกว่าการชาร์ตไฟที่ 100% แล้วเก็บไว้นาน ปีขึ้นไป แต่สำหรับแบตเตอรี่ที่ไม่ได้เก็บไว้นานเกิน ปี หรือแบตเตอรี่ที่ใช้งานตามปกติ(ไม่ได้เก็บเข้ากรุ) อัตราการเสื่อมของแบตเตอรี่ไม่ว่าจะมีไฟที่ 40% หรือ 100% นั้นแทบจะไม่ต่างกัน สรุปว่าข้อความข้างต้นเป็นจริงเฉพาะแบตเตอรี่ lithium ที่เก็บไว้นานๆโดยไม่ใช้งานครับ

5. แล้วเวลาใช้งาน Notebook เมื่อเสียบปลั๊กแล้วควรจะถอดแบตหรือไม่
คำตอบนี้ตอบได้ทั้งควร และไม่ควรครับ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานจะเลือกแบบไหน

1. เสียบปลั๊กแล้วแต่ไม่ถอดแบตเตอรี่
ข้อดี
o      หากระบบไฟฟ้ามีปัญหา ก็จะไม่ส่งผลต่อการทำงาน และงานที่ทำในเครื่อง Notebookเปรียบเหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ USP อยู่

o      ขั้วแบตเตอรี่จะไม่เกิดปัญหา ฝุ่นผงหรือความชื้นไปเกาะ

o      มีความสะดวก สบายในการใช้งาน ไม่ต้องถอดๆใส่ๆ
ข้อเสีย
o      แบตเตอรี่จะได้รับความร้อนจากตัวเครื่อง ส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วกว่าปกติเล็กน้อย
2. เสียบปลั๊กแล้วถอดแบตเตอรี่
ข้อดี
o      แบตเตอรี่จะปลอดภัยต่อความร้อนที่มาจากตัวเครื่อง notebook
ข้อเสีย
o      ขั้วแบตเตอรี่อาจเกิดฝุ่นผงหรือมีความขึ้นไปเกาะทำให้เกิดคราบออกไซด์ อาจส่งผลให้เกิดอาการเสียบแบตเตอรี่แล้วไฟไม่เข้าเครื่องได้

o      หากระบบไฟมีปัญหา เครื่อง notebook จะดับ ทำให้งานในเครื่องเสียหาย และอาจทำให้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ในเครื่องเสียหายได้
โดยส่วนตัวผมจะแนะนำให้เสียบแบตฯทิ้งเอาไว้ครับ เพราะข้อดีมีเยอะกว่าข้อเสีย และที่สำคัญคือ ถึงแม้การเสียบแบตฯไว้อาจจะทำให้แบตฯเสื่อมจากความร้อนได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว Notebook ทุกวันนี้ออกแบบมาให้ตรงส่วนที่เป็นแบตเตอรี่เป็นฉนวนความร้อนครับ ดังนั้นความร้อนก็จะส่งไปถึงแบตเตอรี่ได้ไม่มากนัก เรียกง่ายๆว่าถ้าเครื่องมันร้อนมาก คนใช้ Notebook จะร้อนมือก่อนที่แบตจะร้อนเสียอีกด้วยซ้ำครับ




อ้างอิง :

App: เกิดปัญหา แอพขึ้นรูปกุญแจ ลบแอพไม่ได้ หรือปิดแอพไม่ได้ แก้ยังไง ใช้รอมศูนย์ไทย (ROM)




วิธีแก้ไขง่ายๆเลยคือ 
ให้เลื่อนมันลง แล้วรูปกุญแจจะหายไป หลังจากนั้น ก็ค่อยเลื่อนมันขึ้น เพื่อปิดแอพตามปกติครับ






Credit รูปภาพ: Suttipong PloyPet

เซฟภาพจากแอพแต่งรูป แต่รูปภาพไม่แสดงหรือโชว์ที่หน้า คลังภาพ หรือ อัลบั้มรูป (album) หรือ แกลเลอรี่ (gallery) ทำยังไงดี





วิธีแรก ให้ไปที่ gallery รูปแล้วทำการ โชว์อัลบั้มที่ซ่อน




วิธีที่ 2  แนะนำให้โหลดแอพ QuickPic มาใช้งาน (แอพนี้มันสแกนภาพทั้งเครื่อง)
โหลดแอพ คลิกที่นี่


ROOT: วิธีการรูท oppo find 5 (Root and Unroot)





One Click Root & Unroot

สวัสดีครับ เพื่อนๆจากคลับ Find 5 ทุกๆท่าน เดี๋ยวจะมาแนะนำวิธีการรูทและอันรูท ด้วย แอพ Framaroot 1.6 กันครับ ซึ่งวิธีการทำก็ง่ายๆ เพียงแค่ คลิกเดียว ก็สามารถรูทและอันรูทได้แล้ว

เริ่มกันเลยดีกว่า

แอพที่ใช้ในการรูท Framaroot 1.8
โหลดแอพ คลิกที่นี่
ทำการติดตั้งแอพให้เรียบร้อย

หน้าตาแอพ
    


วิธีการรูท (Root)
1. เลือกตามข้างล่างนี้แล้วคลิกที่ Gandalf

หลังจากนั้น จะปรากฏหน้าต่างนี้ แปลว่าสำเร็จ

แล้วก็จะปรากฏแอพ SuperUser ขึ้นมา 
(ซึ่งจะใช้ในการเข้าสิทธิ์ต่างๆ)
รูทเสร็จแล้วแนะนำให้รีสตาร์ทมือถือใหม่ด้วยนะครับ


วิธีใช้งานแอพเมื่อรูทแล้ว 
ง่ายๆเลยครับเมื่อท่านเข้าใช้งานแอพไหนที่มันถามหารูท
มันจะขึ้นหน้าต่างนี้ขึ้นมา 
แล้วทำการเลือก "Allow" ครับ



วิธีการอันรูทหรือยกเลิกการรูท (Unroot)

ทำเสร็จ แนะนำให้ รีสตาร์ทมือถือ ด้วยนะครับ

รวมบทความทั้งหมด